สาเหตุจากวิธีการเข้าสู่เรือนจำของผู้ต้องขัง

                    ขาดการพัฒนาเรื่อง “โทษ”

หากกล่าวถึงกระบวนการบังคับโทษ ขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาถือเป็นขั้นตอนแรกในการส่งผู้กระทำผิดเข้าสู่เรือนจำอันถือว่าเป็นปลายทางของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ สืบเนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มีการใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2500 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประมวลกฎหมายอาญาก็ได้มีการแก้ไขทั้งในส่วนของหลักการและรายละเอียดจำนวน 21 ฉบับ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 เมษายน 2557) แต่เฉพาะในเรื่องบทบัญญัติว่าด้วย “โทษ” อันเป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่ผู้พิพากษาใช้ในการพิจารณาพิพากษาแก่ผู้กระทำความผิดในทุกคดีกลับไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยตลอดระยะเวลาดังกล่าว โดย “โทษ” ตามประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับตามตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 ในมาตรา 18 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ 5 สถาน ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน ซึ่งโทษที่ถูกใช้บังคับมากที่สุดคือ “จำคุก” และ “ปรับ” สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ คือ การที่ผู้พิพากษาไม่มีทางเลือกในการบังคับโทษมากนัก ซึ่งเกิดจากประเทศไทยยังไม่มีเคยมีการพัฒนาบทบัญญัติเรื่อง “โทษ” มาก่อน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศแล้วพบว่าประเทศไทยมีทางเลือกในการบังคับโทษน้อยกว่ามาก เช่น ประเทศอังกฤษ ไม่ได้แยกโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยออกจากกัน แต่ได้กำหนดให้ผู้พิพากษาสามารถเลือกใช้มาตรการทางอาญาได้ตามความเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิดและสภาพจิตใจของผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันสังคมและลดการเกิดอาชญากรรม โดยผู้พิพากษาสามารถสั่งบังคับใช้มาตรการทางอาญาได้ถึง 23 มาตรการ (Criminal Justice Act 1991)

                    ระบบการ “ปล่อยชั่วคราว” ไม่ถูกนำมาใช้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติหลักของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ สอดคล้องกับหลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดว่า ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันพนักงานสอบสวน (เจ้าหน้าที่ตำรวจ) ชอบที่จะควบคุมผู้ต้องหาว่ากระทำผิดไว้โดยอ้างเหตุในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ต้องการสืบสวนขยายผล ต้องการกันไว้เป็นพยาน ต้องการมิให้ไปทำลายพยานหลักฐาน ฯลฯ ซึ่งมักจะนำผู้ต้องหาเหล่านั้นไปฝากขังไว้ในเรือนจำ จากสถิติผู้ต้องขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2557 ของกรมราชทัณฑ์ พบว่า มีจำนวนผู้ต้องขังทั้งสิ้น 292,227 คน โดยในจำนวนนี้เป็นต้องขังระหว่าง 66,417 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 23 ของผู้ต้องขังทั้งหมด

Presentation1

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี คือ เกรงว่าจะหลบหนี เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เกรงว่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ และการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล ทั้งนี้ หากวิเคราะห์สถิติดังกล่าวเทียบเคียงกับหลักกฎหมายแล้ว พบว่า ระบบการปล่อยชั่วคราวในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งผู้ต้องหาที่กลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำท้ายสุดอาจไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาได้ ซึ่งจะกลายเป็นภาระของรัฐในการจ่ายค่าทดแทนในกรณีที่ผู้ต้องหาดังกล่าวถูกควบคุมตัวเนื่องจากความบกพร่องของระบบกระบวนการยุติธรรมเอง

หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมแบ่งแยกตามหน่วยงานแล้วจะพบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานที่ใช้งบประมาณด้านกระบวนการยุติธรรมมากที่สุด (ปี พ.ศ. 2556 จำนวน 83,758,831,500 บาทและ ปี พ.ศ. 2557 จำนวน 86,768,728,300 บาท) รองลงมาคือศาลยุติธรรม (14,473,820,300 บาทและ 14,590,818,200 บาท) กรมราชทัณฑ์ (9,623,261,100 บาทและ 9,757,329,900 บาท) รวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด (7,118,723,000 บาทและ 7,552,472,200 บาท)       ซึ่งหากคำนวณงบประมาณของกรมราชทัณฑ์กับจำนวนผู้ต้องขังโดยหยาบๆ แล้วจะพบว่า ในปี พ.ศ. 2556 กรมราชทัณฑ์จะมีงบประมาณในการดูแลผู้ต้องขังอยู่ที่คนละ 36,829.95 บาท (เฉลี่ยวันละ 100 บาท) และลดลงเป็น 33,389.55 บาท ในปี พ.ศ. 2557 (เฉลี่ยวันละ 91 บาท) โดยจำนวนประมาณการดังกล่าวจะต้องแบ่งมาใช้ในการจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ควบคุม การซ่อมบำรุงและก่อสร้างเรือนจำ รวมทั้งการบริหารจัดการอื่นๆ ของกรมราชทัณฑ์อีกด้วยPresentation1

เมื่อพิจารณาถึงสถานที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องขัง พบว่ามีลักษณะแปรผกผันกับสภาพปัญหาความแออัดและจำนวนผู้ต้องขังที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยสถานที่ในการควบคุมผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากก่อสร้างมาเป็นเวลานาน อาคารสถานที่จึงขาดความมั่นคงแข็งแรง โดยในปัจจุบันมีเรือนจำที่มีอายุเกิน 100 ปี จำนวน 10 แห่ง อายุ 50 ปีขึ้นไปถึง 100 ปี จำนวน 41 แห่ง และเมื่อคิดอายุเฉลี่ยทั่วประเทศพบว่ามีอายุเฉลี่ย 42 ปี ด้วยเหตุนี้ เรือนจำที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งจึงอาจไม่เหมาะสมต่อการควบคุมและแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง รวมถึงประสบปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและข้อเสนอแนะในส่วนที่เกี่ยวข้องขององค์กรสหประชาชาติ ตลอดจนหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน เนื่องจากสถานการณ์ผู้ต้องขังอยู่อย่างแออัดและเกินความจุของเรือนจำ ส่งผลให้เกิดปัญหามลภาวะขึ้นภายในเรือนจำ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ต้องขังที่อยู่ในความควบคุมดูแลและชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ ปัญหาและข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาที่ตั้งของเรือนจำไม่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมผู้ต้องขัง เนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนเมืองเกิดการขยายตัว ส่งผลให้พื้นที่รอบข้างเรือนจำกลายเป็นชุมชนหรือเขตสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหาการคมนาคมติดขัดและมีประชาชนอยู่อาศัยบริเวณโดยรอบเป็นจำนวนมาก ทำให้เรือนจำไม่สามารถพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังภายในได้ อีกทั้งยังกระทบต่อความมั่นคงและการรักษาความปลอดภัยของเรือนจำ อีกทั้งยังกระทบต่อความมั่นคงและการรักษาความปลอดภัยของเรือนจำ ประกอบกับชุมชนบางส่วนคัดค้านการตั้งเรือนจำในเขตที่พักอาศัย ซึ่งทำให้เรือนจำประสานความร่วมมือและขอความช่วยเหลือในการดำเนินการกับชุมชนได้ยากขึ้น

ในปัจจุบันเมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาสังคมจะพบว่า มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติดและปัญหาอาชญากรรม ซึ่งผลที่สำคัญของความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยทางสังคมและการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ทั้งในกรณีที่กระทำผิดครั้งแรก ไม่ว่าจะด้วยความพลั้งพลาด รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือสภาพเศรษฐกิจที่บีบบังคับ รวมถึงกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นอาชญากรอาชีพกระทำผิดซ้ำและวนเวียนอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่สำคัญคือสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ส่งผลให้รัฐมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามโดยการมุ่งเอาผิดต่อผู้ค้ายาเสพติด ด้วยเหตุนี้ ในเดือนหนึ่งๆ จึงมีผู้ต้องขังเข้ามาอยู่ในเรือนจำประมาณ 5,000 คน ในขณะที่มีผู้พ้นโทษหรือได้รับการปล่อยตัวไปเดือนละ 3,000 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นสะสมเดือนละกว่า 2,000 คน และยิ่งทำให้จำนวนผู้ต้องขังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังอยู่ในความควบคุมดูแล จำนวนทั้งสิ้น 292,227 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2557) ในขณะที่ความจุมาตรฐานของเรือนจำตามมาตรฐานสากลอยู่ที่ จำนวน 111,377 คน (ความจุมาตรฐาน)

Picture2

หากกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในบริบทแรกจะต้องกล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้วางหลักเรื่อง สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล (Human Dignity) ไว้ว่า “… บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม …” ซึ่งเป็นการคุ้มครองบุคคลจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบเป็นการทั่วไปและถือเป็นหลักเบื้องต้นของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ นอกจากนี้ ในแนวนโยบายด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญฯ ยังกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยสรุปคือรัฐต้องมีหน้าที่สำคัญในการบริหารงานยุติธรรมรวมถึงการกำหนดนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรมด้วย อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว รัฐบาลในปัจจุบันได้มีการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างระบบความยุติธรรมทางอาญาที่ค่อนข้างสูง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2556 ประเทศไทยตั้งงบประมาณอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบประมาณด้านกระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ 114,974,635,900 บาท คิดเป็นร้อยละ 4.57 ของงบประมาณทั้งประเทศ และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ประเทศไทยตั้งงบประมาณอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณด้านกระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ 118,669,348,600 บาท หรือร้อยละ 4.49 ของงบประมาณทั้งประเทศPicture1

Ted Bundy (3/3)

Posted: พฤษภาคม 18, 2011 in ฆาตรกรต่อเนื่อง

Theodore ถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1975 ณ เมือง Granger รัฐ Utah บริเวณชานเมืองของ Salt Lake City โดยถูกเรียกตรวจค้นโดยตำรวจ จากการตรวจค้นในเบื้องต้นรถของเขาพบ หน้ากากสกี และหน้ากากที่ทำจากเศษผ้าหลายชนิด ชะแลง กุญแจมือ ถุงขยะ เชือก ที่เจาะน้ำแข็ง และสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้ในการลักขโมย ในเบื้องต้น Theodore ได้แก้ต่างให้กับตัวเองโดยอ้างว่า เขากำลังจะใช้หน้ากากเพื่อใส่ไปเล่นสกี และเขาเก็บกุญแจมือได้ในถังขยะ ต่อมานักสืบ Jerry Thompson ในรัฐ Utah ได้เชื่อมโยง Theodore และรถของเขากับคดีลักพาตัว DaRonch และการหาตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวหลายรายในขณะนั้น ต่อมาได้มีการค้นที่พักของ Theodore และพบหลักฐานสำคัญ ได้แก่

–  แผนที่ Colorado Ski Resorts ซึ่งได้มีการทำเครื่องหมายที่ Wildwood Inn ที่ซึ่ง Caryn Campbell หายตัวไป

–  แผนโฆษณาแนะนำViewmont High School ใน Bountiful ที่ซึ่ง Debby Kent หายตัวไป

ท้ายที่สุดเขาได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในวันที่ 1 มีนาคม 1976 และต้องโทษจำคุก 15 ปีในเรือนจำรัฐ Utah

Theodore ไม่เคยยอมรับอย่างแท้จริงว่าเขาฆ่าคนไปทั้งสิ้นกี่ศพ มีแต่เพียงคำรับสารภาพกอ่นที่เขาจะถูกประหารชีวิตว่าเขาเป็นคนลงมือฆ่าคนไปทั้งสิ้น 30 ศพ และในจำนวนนี้มีเพียง 20 ศพที่สามารถระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน ดังนี้

– 11 ศพในรัฐ Washington (3 ศพ ไม่สามารถระบุตัวตนได้)

– 8 ศพในรัฐ Utah (3 ศพ ไม่สามารถระบุตัวตนได้)

– 3 ศพในรัฐ Colorado

– 3 ศพในรัฐ Florida

– 2 ศพในรัฐ Oregon (ทั้งสองศพไม่สามารถระบุตัวตนได้)

– 2 ศพในรัฐ Idaho (ศพหนึ่งไม่สามารถระบุตัวตนได้)

– 1 ศพในรัฐ California (ไม่สามารถระบุตัวตนได้)

และจากเหยื่อทั้งหมดที่เขารับสารภาพมีหญิงสาวเพียง 6 ราย ซึ่งรอดจากการถูกฆ่าโดยเขา

Ted Bundy (2/3)

Posted: พฤษภาคม 18, 2011 in ฆาตรกรต่อเนื่อง

Theodore Robert Cowell เกิดเมื่อ 24 พฤศจิกายน 1946 มารดาของเขา Eleanor Louise Cowell ตั้งครรภ์เมื่ออายุ 21 โดยที่ยังไม่แต่งงานและไม่มีการเปิดเผยจนทุกวันนี้ว่าพ่อที่แท้จริงของเขาคือใคร เนื่องจากในสมัยนั้นสังคมมองมารดานอกสมรสด้วยสายตาไม่ดีนัก เขาจึงถูกเลี้ยงมาในฐานะลูกของ Samuel และ Eleanor Cowell ซึ่งเป็นตาและยาย ต่อมาเมื่อเขาอายุได้ 4 ปี Eleanor Louise Cowell ซึ่งเป็นมารดาของเขาก็แต่งงานใหม่กับ Johnny Culpepper Bundy และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Eleanor Louise Bundy (Theodore ก็ได้เปลี่ยนชื่อตามมารดาด้วยเป็น Theodore Robert Bundy)

ในปี 1965 หลังจากที่ Theodore จบจากโรงเรียน Woodrow Wilson High ใน Tacoma, Washington เขาก็ได้รับทุนจาก University of Puget Sound และเข้ามาเรียนในสาขาจิตวิทยาและสาขา Oriental studies ซึ่งในช่วงระหว่างที่เขาศึกษาในสาขาจิตวิทยา Theodore ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครใน Seattle’s Suicide Hot Line โดยได้ทำงานร่วมกับตำรวจหญิงคนหนึ่งชื่อว่า Ann Rule ซึ่งต่อมาเป็นผู้เขียนอัตชีวประวัติของเขา ในหนังสือที่ชื่อว่า The Stranger Beside Me ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ในชั้นมหาวิทยาลัย เขาได้ทำงานเล็กๆน้อยๆ เป็นพนักงานในร้างของชำและพนักงานตรวจนับสินค้า ซึ่งเขาไม่ได้ทำงานในที่ใดเป็นหลักแหล่งนานนัก และหลังจากเรียนที่ University of Puget Sound ได้สองภาคเรียนเขาก็ได้ย้ายไปศึกษาที่ University of Washington ใน Seattle

ในปี 1967 ระหว่างที่ Theodore ศึกษาอยู่ที่ University of Washington เขาก็ได้รู้จักกับ Stephanie Brooks เธอเป็นสาวสวยผมยาวแสกกลางจากตระกูลผู้ดีใน California หลังจาก Theodore พบกับเธอในทริปสกีหลายครั้ง ทั้งสองก็คบหากันเขาหลงไหลในเธอมาก หากแต่เธอไม่ค่อยพอใจในตัวเขามากนัก หลังจากนั้นในปี 1968 เมื่อ Stephanie เรียนจบเธอก็ทิ้งเขาและกลับไป California อยู่กับครอบครัว เขาพยายามสานความสัมพันธ์กลับมาแต่ไม่เป็นผล เขาจึงขอพักการเรียนและออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเมื่อเขากลับถึงบ้านเกิดเขาใน Burlington, Vermont เขาก็ได้พบความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขา หลังจากนั้นบุคลิกของเขาก็เปลี่ยนไป

ในปี 1968 Theodore กลับบ้านของเขาที่ Washinston โดยได้เข้าร่วมในโครงการ Nelson Rockefeller’s Presidential campaign และเป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม Republican National Convention ใน Miami,Floridaในฐานะผู้สนับสนุนจาก Rockefeller และในปี 1969 เขาเริ่มคบกับ Elizabeth Kloepfer ซึ่งเป็นแม่หม้ายหลังจากนั้นเขาก็กลับเข้ามาเรียนใหม่ใน Universityof Washigton และได้รับปริญญาสาขาจิตวิทยาในปี 1972

หลังจากนั้น Theodoreได้เข้าไปทำงานที่ Washington State Republican Party จนกระทั่งในปี 1973 เขาตัดสินใจเข้าเรียนอีกครั้งในสาขากฎหมาย ณ University of Puget Sound ในระหว่างที่เขาไปทำธุระที่ California ในฤดูร้อนปี 1973 เขาได้พบกับ Stephanie อีกครั้งและเริ่มคบหาดูใจกัน ขณะที่ระหว่างนั้นเขาก็ได้คบกับ Elizabeth ด้วย ในที่สุดเขาก็ได้แต่งงานกับ Stephanie และได้ทิ้งเธอไปในปี 1974 ต่อมาผลการเรียนของเขาตกต่ำ จนกระทั่งเขาต้องพักการเรียนอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงที่เกิดคดี หญิงวัยรุ่นสูญหายในแถบ Pacific Northwest